7 สูตรสวยด้วยน้ำผึ้ง

7 สูตรสวยด้วยน้ำผึ้ง

“น้ำผึ้ง” นับเป็นอัญมณีแห่งความงามอย่างแท้จริง และเป็นผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าจากธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณทางยา และมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ของคนเรามากมายมานับพันปีแล้วค่ะ ซึ่งในสมัยโบราณนั้นแพทย์แผนโบราณจะนำน้ำผึ้งเดือนห้า ซึ่งถือว่าเป็นน้ำผึ้งแท้ที่มีสารอาหารมากมายมาเป็นส่วนผสมในการปรุงยาต่างๆ

นอกจากนี้น้ำผึ้งยังเป็นส่วนผสมที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำยาอายุวัฒนะ เพราะในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียวและยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต บำรุงสมอง คลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน บรรเทาอาการหวัด ไอจาม ลดกรดในกระเพาะอาหาร และโดยเฉพาะกับการปรนนิบัติความงามด้านต่างๆ ของผู้หญิง ที่สามารถนำมาใช้ประทินความงามกันอย่างแพร่หลาย จากคุณประโยชน์อันล้ำค่านี้เองจึงควรค่าแก่การนำมาบำรุงความงามที่สาวๆ ทุกคนห้ามพลาดเลยทีเดียวค่ะ
น้ำผึ้ง…จากคุณประโยชน์สู่ความงามอันเป็นนิรันดร์
• แร่ธาตุ

นอกจากรสชาติหอมหวานละมุนลิ้นแล้ว น้ำผึ้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มี่คุณค่าทางโภชนาการมากมาย ได้แก่ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม แมงกานีส สังกะสี เหล็ก ทองแดง จากการวิจัยค้นพบว่าปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำผึ้งมีค่าเฉลี่ยประมาณ 0.17% จัดอยู่ในอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป สาวๆ จึงควรใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลในการปรุงอาหารต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหาร และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำตาลฟอกขาวค่ะ

• วิตามิน
น้ำผึ้งมีวิตามินอยู่หลายชนิด ได้แก่ ไทอามีน(บี1), ไรโบฟลาวิน (บี2), กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี), ไพริด็อกซิน (บี6), กรดแพนโทธินิก, กรดนิโคตินิก หรือที่เรียกรวมกลุ่มว่า วิตามินบีคอมเพล็กซ์ รวมทั้งเดกซทรินในน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลของกลูโคสต่อกันเป็นโซ่ยาว มีคุณสมบัติเคลือบผิวเมื่อรับประทานน้ำผึ้งแล้วจะทำให้ชุ่มคอนั่นเองค่ะ

• กรด
น้ำผึ้งมีกรดที่เป็นประโยชน์เป็นส่วนผสมอยู่หลายชนิด ได้แก่ กรดฟอร์มิก
อะซีติก มิวทาร์ค ซิตริก มาลิก ซักซินิก กรดกลูโคนิก กรดอะมิโนถึง 16 ชนิด กรดอนินทรีย์ หรือกรดฟอสฟอริก และกรดเกลือ หรือไฮโดรคอลริก อีกด้วย

• คุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อโรค
จากการศึกษาและค้นคว้า พบว่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำผึ้งมีสารกระตุ้นปฏิกิริยาทางชีวภาพอื่นๆ เช่น สามารถช่วยเร่งน้ำย่อย ทำให้รับประทานอาหารได้ดี และช่วยให้ร่างการเจริญเติบโตได้ตามภาวะปกติ หรือสามารถนำน้ำผึ้งมาใช้ในการรักษาบาดแผลสด แผลพุพองจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแผลติดเชื้อได้อีกด้วยค่ะ

• เอนไซม์
เอนไซม์ คือสารประกอบเชิงซ้อนที่เกิดขึ้นภายในเซลของสิ่งมีชีวิต มีหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ ภายในเซลนั้นๆ เอนไซม์สำคัญที่สุดที่พบในน้ำผึ้ง คือ “อินเวอร์เทส” ซึ่งมีหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสในน้ำหวานของดอกไม้ให้เป็นน้ำตาลแปรสภาพ คือ น้ำตาลเดกซ์โทรสและลีวูโลส ในน้ำผึ้งมีเอนไซม์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ “ไดแอสเทส” (หรืออมัยเลส) เอนไซม์ชนิดอื่นๆ ในน้ำผึ้งมี เอนไซม์คาตาเลส และฟอสฟาเทส และในรายงานล่าสุดพบว่าในน้ำผึ้งมีเอนไซม์อีกชนิดหนึ่งคือ กลูโคออกซิเดส เป็นเอนไซม์จากฟาริงเกลแกลนด์ของผึ้ง ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นกรดกลูโคนิก และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือ “อินฮิบิท” ที่ทำหน้าที่ยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้

 

http://changeaboutyourself.wordpress.com/wp-admin/post-new.php   แหล่งที่มา

 

นางสาววโรบล    แซ่โค้ว

ชั้นม.6/5  เลขที่13  ผู้จัดทำ

3 สูตรสวยด้วยธรรมชาติ

 ”โบท็อกซ์ คอลลาเจน ไอออนโต เอเอชเอ อัลตร้าโซนิค หรือเลเซอร์ ถึงแม้จะมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ใช่ว่าการดูแลตัวเองให้ดูดีนั้นจะต้องพึ่งเครื่องสำอางหรืออุปกรณ์ทันสมัยเท่านั้น เพราะนอกจากสิ่งเหล่านี้จะมีราคาแพงแล้ว การฉีดสารต่างๆ เข้าไปที่ใบหน้าก็อาจลงท้ายด้วยภาวะแทรกซ้อนที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาเหมือนเดิมได้

        ดังนั้นเราจึงมีเคล็ดลับดีๆ เพื่อดูแลความงามด้วยผักผลไม้จากธรรมชาติ ที่เรียกว่าสวยได้และประหยัดด้วยมาฝากคะ

   มันฝรั่งลดรอยคล้ำใต้ตา ถ้าช่วงไหนนอนน้อยจนรู้สึกว่าใต้ขอบตามีรอยดำคล้ำอยู่ล่ะก็ ลองใช้มันฝรั่งสดฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมาแปะที่ใต้ตา ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที วิธีนี้จะช่วยทำให้ดวงตาสดชื่นและผิวกระจ่างใสขึ้นได้

  สมุนไพรเติมความสดชื่น ช่วงที่หน้าตาร่วงโรย ต้องลองสูตรนี้ค่ะ โดยนำขิงสับละเอียด 1/4 ถ้วย ผักชีฝรั่งแห้งอีก 1/4 ถ้วย ผิวมะนาวที่ขูดแล้ว 1/2 ถ้วย จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกัน แล้วห่อด้วยผ้าขาวบางมัดให้แน่นก่อนใส่ในอ่างอาบน้ำ ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตา เพราะขิงช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนดี แล้วกลิ่นหอมของมะนาวและผักชีฝรั่งแห้งนี่แหละที่ทำให้เราสดชื่นได้

  กล้วยลบริ้วรอย บดกล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้า พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วจึงตามด้วยน้ำเย็นอีกที เพื่อปิดรูขุมขน เช็ดหน้าให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเบาๆ

http://siam-healthy.blogspot.com/2011/08/3.html   แหล่งที่มา

                                                                                                                                                                                   นางสาววโรบล   แซ่โค้ว

                                                                                                                                                                                         ชั้นม.6/5  เลขที่13 ผู้จัดทำ


ผิวสวยด้วยธรรมชาติ

 ปัญหาเรื่องผิว ไม่ว่าจะเป็น สิว ฝ้า ริ้วรอย คงไม่มีใครอยากให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง  วันนี้เรามีวิธีง่ายๆและแสนประหยัดที่จะช่วยให้ผิวพรรณของคุณดูดี เพียงแค่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว  ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ได้แก่

1)  วิตามินเอ: เป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระ  ป้องกันริ้วรอย ความแห้งของผิวและช่วยป้องกันการเกิดสิว

                     : ถ้าขาดวิตามินเอ ภูมิคุ้มกันจะต่ำลง ผิวแห้ง เป็นรังแค เป็นสิว ตาบอกกลางคืน

                     อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ (ที่ไม่ใช่จากเนื้อสัตว์) ผักสีเขียวเข้มและสีเหลือง  แคนตาลูป  ไข่

2)  วิตามินบี : เป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระ  และความเครียด  ใช้ในการสร้างคอลลาเจน

                     ถ้าขาดวิตามินบี  ผิวจะแก่ก่อนวัย  ผิวเป็นริ้วรอย ขอบตาคล้ำ

                     อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี (ที่ไม่ใช่จากเนื้อสัตว์)  ธัญพืช กล้วย เห็ด มันฝรั่ง โยเกริ์ต ไข่ เต้าเจี้ยว

3)  วิตามินซี :  เป็นสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ ( Detoxification)   ใช้ในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน   มีฤทธิ์ต้านไวรัสและแบคทีเรีย

                     ถ้าขาดวิตามินซี ผิวจะมีริ้วรอย ดูแก่ก่อนวัย  เส้นเลือดฝอยแตกง่าย เป็นสิว เลือดออกตามไรฟัน  ผิวเป็นรอยฟกช้ำง่าย

                     อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี (ที่ไม่ใช่จากเนื้อสัตว์)  ผลไม้รส เปรี้ยว มะเขือเทศ ผักสีเขียวเข้มและสีเหลือง แคนตาลูป

                       สตอเบอร์รี่ กะหล่ำปลี บร็อคโคลี

4)  วิตามินอี ช่วยลดเส้นเลือดขอด  และอาการก่อนมีประจำเดือน ตลอดจนลดอาการต่างๆในหญิงวัยทอง

                     :  ถ้าขาดวิตามินอี ผิวจะแก่ก่อนวัย มีริ้วรอย ผิวแห้ง เส้นเลือดอุดตัน

                      อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี (ที่ไม่ใช่จากเนื้อสัตว์)  น้ำมันพืช ผักสด จมูกข้าวสาลี  ถั่วต่างๆ  ธัญพืช 

5)  แร่สังกะสี ช่วยบำรุงผิวและป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับผิว

                     :  ถ้าขาดแร่สังกะสี  ผิวจะแห้ง  มีจุดขาวที่เล็บ  อัตราเมตาบอลิซึมต่ำ

                      อาหารที่อุดมไปด้วยแร่สังกะสี  ธัญพืช ถั่วต่างๆ                           

   จะเห็นว่าแค่เราเปลี่ยนมารับประทานอาหารเหล่านี้   คุณก็สามารถมีผิวสวยอวดใครต่อใครได้อย่างมั่นใจได้แล้วละค่ะ 

 

 http://www.goodhealth.co.th/new_page_56.htm  แหล่งที่มา

                                                                                                                                                                                     นางสาววโรบล   แซ่โค้ว

                                                                                                                                                                                        ชั้นม.6/5  เลขที่13  ผู้จัดทำ

ไข่ มะนาว ขิง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก ช่วยได้

การสร้างเสน่ห์ให้กับตนเองด้วยการดูแลรักษาร่างกายให้สะอาด ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่รักสวยรักงาม วันนี้ Tips สุขภาพ กับ สสส. มีวิธีดูแลผม เสน่ห์อีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามมาฝากกันคะ    

เริ่มต้นที่คนที่มีปัญหาเรื่องผมแห้ง ซึ่งคนที่มีผมแห้งมักจะมีปัญหาเรื่องการหวีจัดทรงยาก ผมไม่มีสปริงไม่มีน้ำหนักขาดชีวิตชีวา ทำให้หนังศีรษะแห้งและเกิดสะเก็ดรังแคง่าย ลองใช้น้ำมันมะพร้าวผสมกับไข่ไก่ดูสิค่ะ วิธีการทำเพียงใช้น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะตั้งไฟอ่อนผสมกับไข่ไก่ 1 ฟอง (เอาเฉพาะไข่แดง) ตีให้เข้ากัน หลังจากนั้นให้รอจนเย็นแล้วนำไปลูบให้ทั่วศีรษะ นวดด้วยปลายนิ้วให้ทั่วทั้งด้านหน้าจรดท้ายทอย โดยใช้ฝ่ามือขยำๆ ขยี้ๆ ให้ทั่วเพื่อให้ซึมเข้าสู่เส้นผม หลังจากนั้นใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมเอาไว้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วสระด้วยแชมพูอ่อนๆ อีกครั้ง  ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผมจะนุ่มดูมีน้ำหนักและจัดทรงง่ายขึ้นค่ะ

 

แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นของไข่ไก่ให้ลองใช้สูตรน้ำมันมะกอกดูก็ได้ค่ะ เพียงนำน้ำมันมะกอกอุ่นๆ 2-3 ช้อนโต๊ะ นำมานวดหนังศีรษะหวีและชโลมเส้นผมให้ทั่ว ซึ่งวิธีการนวดให้นวดเป็นวงกลมเล็กๆ เมื่อนวดจนทั่วศีรษะแล้วให้ใช้ผ้าขนหนูพันศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นให้สระด้วยแชมพูอ่อนๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น วิธีนี้จะช่วยบำรุงเส้นผมให้กลับมามีสภาพดีได้เหมือนกันค่ะ

ต่อมาสำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับรังแคบนศีรษะ เพราะเมื่อไรที่รังแคมาเยือนมักจะมีอาการคันตามมาเสมอ  แถมยังสร้างความอับอายขายหน้าด้วยการออกมาโชว์ให้เห็นกันอยู่เสมอๆ ลองใช้สูตรน้ำมะนาว หรือ น้ำมะกรูด กันดูสิคะ วิธีการไม่ยากค่ะเพียงคั้นน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดที่ผ่านการเผาไฟแล้ว มานวดหนังศีรษะหลังสระผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ให้ล้างออก เพียงแค่นี้ก็สามารถช่วยลดเจ้ารังแคออกจากศีรษะได้แล้วละคะ

สำหรับคนที่มีผมอ่อนแอหลุดร่วงง่ายลองใช้ ขิง แก้ผมร่วงดูสิคะ เชื่อได้เลยว่าใช้แล้วปัญหา หัวล้าน จะไม่มาเยือนคุณแน่นอน วิธีการง่ายๆ เพียงนำเหง้าขิงสดมาเผาไฟ ทุบให้แตกผสมน้ำนำไปขยี้ให้ทั่วศีรษะ วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3 วัน หรือนำขิงแก่ 1 เหง้า ขนาดเท่าฝ่ามือมาตำให้ละเอียด ห่อด้วยผ้าขาวบางเป็นลูกประคบ วางบนหม้อประคบที่ต้มน้ำจนเดือด  เมื่อลูกประคบร้อนนำไปประคบบริเวณผมร่วง ทำวันละ 2 ครั้ง 20-30 นาที  3-5  วัน จะเห็นผล

 

ส่วนคนที่มีเส้นผมหยิกหยักศกที่สำคัญยังพบอาการแห้งและฟู  ยิ่งถ้าทั้งหยิกและหนาด้วยแล้วล่ะก็จะทำให้ศีรษะดูโต ฟูมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ายังชอบผมทรงนี้อยู่ไม่อยากที่จะยืดให้ตรงแล้วละก็หมั่นบำรุงดูแลรักษาด้วยวิธีต่อไปนี้สิคะ นำน้ำกับน้ำมะนาวผสมกันให้เจือจางหลังจากนั้นนำมาชโลมผมหลังจากล้างผมน้ำสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  กรดในน้ำมะนาวจะช่วยให้ไฟเบอร์ในผมยึดเกาะกันได้แน่น  ผมจะเรียบ-หวีง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญจะทำให้ผมดูเงางามได้ค่ะ

 

ผมมันก็เป็นผมอีกแบบที่มักสร้างปัญหาตามมามากมายทั้งเป็นสะเก็ดรังแค หนังศีรษะคันง่าย การรักษาความสะอาดของเส้นผมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสามารถทำได้ แต่ทางที่ดีต้องบำรุงรักษาด้วยไข่ขาวผสมน้ำอุ่นดูสิคะ รับรองอาการมันจะลดลงและหมดไปในที่สุดค่ะ วิธีการคือ ใช้ไข่ขาว 1 ฟองกับน้ำอุ่น ½ แก้วตีให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำไปราดลงบนผมเส้น ใช้มือนวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 8-10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นโดยไม่ต้องสระผมซ้ำ ทำอย่างนี้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ผมจะค่อยๆ ปรับสภาพ และหายมันค่ะ

สำหรับคนผมแตกปลาย พบมากในคนที่ชอบทำสีผม การม้วนผมหรือการดัด ตัดซอยด้วยใบมีดโกน หรือในคนที่ต้องใช้ความร้อนกับผมบ่อยๆ หรือแม้กระทั่งใช้อุปกรณ์ตกแต่งทรงผมอย่างขาดความระมัดระวังก็ตาม วันนี้หมดกังวลได้เลยค่ะ แค่ใช้ไข่ไก่ผสมกับน้ำมันงาและน้ำผึ้ง โดยใช้ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) จำนวน 2 ฟอง ผสมกับน้ำมันงา 4 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ตีผสมให้เข้ากัน หลังจากนั้นใช้น้ำอุ่นราดให้ทั่วศีรษะ แล้วค่อยๆ นำส่วนผสมที่ทำไว้เทลงไปให้ทั่วศีรษะคลุมด้วยผ้าขนหนูชุบกับน้ำอุ่นหมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วสระออกด้วยแชมพูอ่อนๆ อีกครั้ง แค่นี้ผมแตกปลายก็จะเริ่มมีสุขภาพดีขึ้นแล้วละค่ะ

ผมทำสีก็เช่นกันค่ะต้องรักษาดูแลเป็นพิเศษเพราะเป็นสภาพผมที่อ่อนแอที่สุด นอกจากมีอาการแห้งกรอบภายในเส้นผมจะมีรูพรุนอยู่ทั่วไป ที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุของปัญหาเส้นผมทั้งผมร่วง แห้ง เสีย หากไม่อยากให้เส้นผมมีอายุการใช้งานสั้นเกินไปลองนำสูตรการดูแลเส้นผมสูตรนี้ไปใช้ดู สูตรน้ำมะนาว วิธีการทำให้นำน้ำมะนาวจำนวน 2 ผลมาคั้นเอาแต่น้ำใส่บริเวณโคนผม  ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้เป่าผมจนแห้ง วิธีนี้จะช่วยให้สีผมที่ทำมาชัดขึ้นแถมยังบำรุงหนังศีรษะได้ด้วยค่ะ

แต่ทั้งนี้เพื่อให้เส้นผมอยู่กับเราไปนานๆ การเสริมสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเส้นผมจากภายในด้วยการเลือกกินอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมก็จำเป็นเช่นกันค่ะ ซึ่งอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูงอย่าง ฟักทอง มะละกอ ตำลึง หรือ

แครอท เหล่านี้จะช่วยให้ผมเงางามและมีน้ำหนักขึ้นได้ แต่ควรเสริมวิตามินซีและอี ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก จากอาหารจำพวกข้าวไม่ขัดขาว ข้าวสาลี ไข่ ถั่ว นม ธัญพืช ผักผลไม้ และตับ เข้าไปด้วยจะทำให้ผมดูดียิ่งขึ้นได้ ที่สำคัญควรลดการดื่มน้ำอัดลมเพราะทำให้เลือดเป็นกรดและส่งผลให้เส้นผมสูญเสียแร่ธาตุไปในตัวได้คะ

รู้อย่างนี้แล้วหากต้องการมีผมสวยลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดูนะค่ะแล้วคุณจะรู้ “ผมสวย” อยู่ใกล้มือคุณนิดเดียว….

http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/9309 แหล่งอ้างอิง

นางสาววโรบล  แซ่โค้ว

ชั้นม.6/5  เลขที่13 ผู้จัดทำ

การดูแลเล็บให้สวยงาม

           10 วิธีการดูแลมือ เท้า หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน และเล็บ ที่ไม่ค่อยได้หายใจเมื่อคุณแต่งแต้มสีสันลงไป

เริ่มต้น เราต้องทำความสะอาดมือ เท้า และเล็บ เสียก่อน โดยการใช้แปรงขนนุ่ม กับสบู่อ่อน ๆ ถูเบา ๆ บริเวณมือ เท้า และเล็บ อย่าลืมที่จะถูใต้เล็บด้วยละ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีเชื้อโรคเข้าไปสะสมอยุ่มากที่สุด หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

2. ควรตัดเล็บมือเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้ง ส่วนเล็บเท้า 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง ไม่ควรตัดเล็บจนชิดบริเวณผิวหนังส่วนปลายนิ้วเกินไปเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นแผลแล้วยังทำให้พื้นที่หน้าเล็บสั้นลงได้ และถ้าตัดชิดขอบลึกลงไปเรื่อยๆ จะดูเหมือนเล็บของคนที่ชอบกัดเล็บซึ่งไม่สวยงาม สำหรับเล็บเท้าควรตัดในแนวตรงเป็นทรงเหลี่ยม ไม่ควรตัดเล็บลงซอกข้างเล็บมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดเล็บขบได้

3. รับประทานที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ เพราะเล็บก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตเหมือนกัน ส่วนสารอาหารที่เล็บต้องการ เช่น โปรตีน วิตามินเอ ซี และอี รวมถึงแร่ธาตุสังกะสีที่มีอยู่ในอาหารทะเลและเมล็ดธัญพืช

4. นอกจากสารอาหารแล้ว การทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำทุกวัน ยังช่วยป้องกันผิวมือไม่ให้หยาบกระด้าง โดยเฉพาะหลังจากที่มือต้องสัมผัสกับสารเคมีต่าง ๆ เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน อีกวิธีหนึ่งที่เป็นการป้องกันก็คือ ในช่วงที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีต่าง ๆ ก็ให้สวมถุงมือทุกครั้ง

5. นวดนิ้วมือและเท้าด้วยครีมบำรุงหรือน้ำมันบำรุงผิว ประมาณ 3-5 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณมือและเท้า ควรนวดบริเวณปลายนิ้วและเล็บด้วยเพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมสร้างเล็บที่อยู่บริเวณโคนเล็บ ถ้าไม่สะดวกระหว่างวันสามารถทำได้ในช่วงก่อนเข้านอนแล้วสวมถุงมือผ้าและถุงเท้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซึมซาบสู่ใต้ผิวของน้ำมันหรือครีมบำรุง หรือจะใช้สครับสำหรับนวดเท้า เพื่อการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น ซึงปัจจุบัน สครับสำหรับมือและเท้าก็หาซื้อได้ง่าย และสามารถทำได้เองที่บ้าน เสียเวลาไม่นาน แต่รับรองว่าสบายผิวแน่นอน

6. เนื่องจากธรรมชาติสร้างเล็บให้ออกมาในรูปแบบของแผ่นโปรตีนชนิดแข็ง และให้ทำหน้าที่ปกป้องปลายประสาทที่มีอยู่มากบริเวณปลายสุดของร่างกายไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยในการหยิบจับ และแกะเกา ส่วนหน้าที่งัดแงะของแข็ง หรือว่าใช้เป็นไขควงในการหมุนนั่นหมุนนี่ ผิดวัตถุประสงคืนะคะ อาจจะทำให้เล็บฉีกได้ “

7. สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทาเล็บเป็นชีวิตจิตใจ เรียกว่าไม่ยอมให้เล็บได้หายใจเลยแล้วละก็ ฟังทางนี้ ควรทาน้ำยารองพื้นเล็บก่อนทาสี เพื่อป้องกันการเกิดสีที่ไม่พึงประสงค์หลังจากการทาเล็บได้ระยะหนึ่ง และควรทาน้ำยาเคลือบเงาเล็บเพื่อความวาวและติดทนนาน แต่ไม่ควรทาเล็บสีเข้มติดต่อกันนานๆ ควรสลับสีอ่อนบ้าง และควรหยุดพักการทาเล็บเมื่อเห็นว่าสภาพเล็บดูแห้งหรือเกิดสีผิดปกติ

8. ในการเลือกซื้อน้ำยาทาเล็บ ควรคำนึงถึงการเลือกสีให้เหมาะสม ทั้งกับสีผิว โอกาสที่ใช้ สีเสื้อผ้า เครื่องสำอางและบุคลิกของตัวเอง

9. ควรศึกษาอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ เช่น วันหมดอายุ หรือสังเกตสภาพของผลิตภัณฑ์ว่ายังมีคุณภาพดีหรือไม่ โดยทั่วไปอายุของเครื่องสำอางเล็บอยู่ที่ประมาณ 3 ปี หรือดูจากลักษณะการแยกตัวของสีหากหมดอายุแล้วไม่ควรใช้เด็ดขาด

10. ในส่วนของเท้าก็ต้องการการดูแลเช่นกัน การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปร่างเท้าของเราก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาเท้าให้มีสุขภาพดี ซึ่งในการเลือกซื้อรองเท้านั้น เราควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่พอดี ไม่คับ หรือหลวมจนเกินไป เพราะการเสียดสีในขณะที่เดินนานๆ จะทำให้ผิวเท้าเกิดหนังที่แข็งด้าน และการใส่รองเท้าที่คับเกินไปบริเวณปลายเท้าอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเล็บขบ เวลาที่เหมาะสมในการเลือกซื้อรองเท้าคือช่วงกลางวันที่เท้าได้เดินจนขยายตัวแล้ว และหลังจากที่ใส่รองเท้าส้นสูงมาตลอดทั้งวัน หลังเลิกงาน ลองแช่เท้าในน้ำอุ่นสัก 10-15 นาที จะช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อล้าที่เท้าได้ค่

แหล่งที่มา   http://www.lks.ac.th/thiamjun/j2.htm

ชื่อ น.ส.น้ำทิพย์  ชมสุวรรณ์ ชั้น ม.6/5 เลขที่ 14

วิธีการดูแลรักษาสุขภาพตา – การตรวจสุขภาพตา

สาเหตุที่การตรวจสุขภาพตามีความสำคัญ             ท่านอาจสงสัยว่า ทำไมต้องตรวจสุขภาพตา หากท่านไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาหรือการมองเห็น  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  โรคทางตาบางโรคไม่แสดงอาการให้เห็นจนกว่าจะอยู่ในขั้นที่รุนแรง  ซึ่งอาจไม่สามารถรักษาให้เป็นปกติได้  ดังนั้น ท่านจึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดอย่างน้อยสองปีต่อหนึ่งครั้ง  และเมื่อท่านอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง  โอกาสที่จะเกิดโรคทางตามีสูงขึ้นพร้อมกับอายุที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น โรคต้อหิน  พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ซึ่งไม่มีอาการใดๆเลยประมาณ 0.5 % ขั้นตอนการตรวจมี 4 ขั้นตอน คือ    1. การวัดระดับการมองเห็นด้วยตาเปล่า
ขั้นตอนแรกในการตรวจสภาพตา คือ การวัดระดับการมองเห็น ด้วยตาเปล่า ซึ่งช่วยให้ทราบว่าท่านสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลได้ดีมากเท่าไร โดยการอ่านแผนภูมิตัวเลขซึ่งมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ผลของการวัดระดับการมองเห็นด้วยตาเปล่าจะได้รับการวัดออกมาในระยะห่าง 20 ฟุต โดยเทียบกับการมองเห็นของคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น การมองเห็นในระดับ 20/200 หมายถึง ตัวเลขที่เล็กที่สุดที่ท่านสามารถอ่านได้ในระยะห่าง 20 ฟุต คนทั่วไปสามารถอ่านได้ในระยะ 200 ฟุต ซึ่งหมายความว่าท่านไม่สามารถมองเห็นได้ดีเท่ากับคนทั่วไป
การสอบใบขับขี่ด้วยตาเปล่าผ่านได้ จะต้องมีการมองเห็นอยู่ที่ระดับ 20/40 ดังนั้นการมองเห็นในระดับ 20/40 จึงถือเป็นการมองเห็นปกติตามกฎหมาย สำหรับการมองเห็นในระดับ 20/20 ถือว่าเป็นการมองเห็นที่ดีที่สุด หากท่านไม่สามารถมองเห็นได้ในระดับ 20/20 ขั้นตอนต่อไปในการตรวจ คือ การตรวจด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียง
    2. การวัดสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ
หากท่านไม่สามารถมองเห็นได้ในระดับ 20/20  การตรวจด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ สามารถตรวจหาความผิดปกติในการมองเห็นของท่านได้ เช่น สายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และ สายตาเอียง ซึ่งเกิดจากกำลังการรวมแสงไม่พอดีกับความยาวของลูกตา การวัดสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ สามารถหาค่าความผิดปกติในการมองเห็นของท่าน และมีการเปลี่ยนเลนส์ในแบบต่างๆ เพื่อให้ได้การมองเห็นที่ดีที่สุดในตาแต่ละข้าง ซึ่งจักษุแพทย์จะใช้ผลจากการวัดสายตานี้ เพื่อใช้ตัดแว่นสายตาซึ่งเหมาะสมกับค่าสายตาของท่าน และค่าสายตาที่แน่นอนในการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
    3. การวัดความดันตา
การวัดความดันตา เป็นการตรวจหาโอกาสที่จะเป็นโรคต้อหิน ซึ่งเกิดจากดวงตาไม่สามารถทนความดันภายในตัวเองได้ ผู้ที่เป็นโรคต้อหินส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ และมีความดันตาสูงกว่าปกติซึ่งอยู่ที่ 10-20 มิลลิเมตรปรอท หากตรวจแล้วพบว่ามีความดันตาผิดปกติ จักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียดว่าเป็นโรคต้อหินหรือไม่ การวัดความดันตามีหลายวิธีและระดับความถูกต้องแม่นยำก็แตกต่างกันไป
    4. การตรวจสุขภาพตา

ขั้นตอนสุดท้ายของการตรวจสุขภาพตา คือ การพบจักษุแพทย์   โดยจักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียด วิเคราะห์ผลการตรวจ และสรุปผลให้ท่านทราบ แพทย์อาจแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อหาโรคทางตาบางชนิด หรือ อาจแนะนำให้ใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยในการมองเห็น เช่น แว่นสายตา และอาจมีการรักษาปัญหาที่พบในระหว่างการตรวจ หรือแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาต่อไป

 

แหล่งที่มา http://www.lasikthai.com/th/eye_care_tips/eye_care_tips_1.php

ชื่อ น.ส.น้ำทิพย์ ชมสุวรรณ์ ชั้น ม.6/5 เลขที่ 14

ไดท์ผมเพิ่มวอลลุ่มด้วยตนเอง

=http://www.youtube.com/watch?v=O5xDEbPiqBg

ผู้จัดทำ : นางสาว พิมพ์พิชญชา สง่าเพ็ชร เลขที่9 ม.6/5

Previous Older Entries Next Newer Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.