อาหารบำรุงสมอง

สมองและระบบประสาทก็เช่นเดียวกับร่างกายที่ต้องการสารอาหารเฉพาะมาบำรุง ลองทบทวนดูสิว่าอาหารการกินของคุณนั้นมีสารอาหารที่เพียงพอแก่ความต้องการของสมองหรือไม่

 

ในแต่ละวันเราต้องการวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่างครบถ้วนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดี ซึ่งสมองและระบบประสาทก็เช่นเดียวกันที่ต้องการสารอาหารเฉพาะมาบำรุง ลองทบทวนดูสิว่าอาหารการกินของคุณนั้นมีสารอาหารที่เพียงพอแก่ความต้องการของสมองหรือไม่ ซึ่งสารอาหารที่เป็นที่ต้องการของสมองมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน

 

อาหารบำรุงสมอง

วิตามินบี ตัวเอกที่สมองและระบบประสาทต้องการ

 

วิตามินบี และกรดโฟลิคส่วนใหญ่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง ในแต่ละวันคุณควรเลือกอาหารที่ครบด้วยวิตามินบีหลายๆ ชนิดดังนี้

 

  • วิตามินบี 1 (ไทอามีน Thiamine) จำเป็นในการบำรุงสมองและเซลล์ประสาทให้แข็งแรง มีมากในอาหารพวกเมล็ดธัญพืช และอาหารที่ปรุงขึ้นจากเมล็ดข้าว เช่น ขนมปัง ข้าว พาสต้า ธัญพืช รวมทั้งในเนื้อหมูก็มีมากด้วย
  • วิตามินบี 5 (กรดแพนโตธีนิค Pantothenic acid) ช่วยสร้างโคเอ็นไซม์ที่ช่วยในการถ่ายทอดสัญญาณประสาทเมื่อถูกกระตุ้น ซึ่งมีอยู่ในเนื้อวัว สัตว์ปีกพวกเป็ดหรือไก่ ปลา ธัญพืชที่เป็นเม็ดๆ พืชผักประเภทที่เป็นฝัก เช่น ถั่ว กระถิน นอกจากนี้ยังมีอยู่ในนมสด ผัก และผลไม้ต่างๆ
  • วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน Pyridoxine) ช่วยในการเปลี่ยนทริปโตฟาน (Tryptophan) ให้เป็นเซโรโตนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวพันกับอารมณ์ความนึกคิดของคน พบได้ในอาหารประเภทไก่ ปลา เนื้อหมู ตับ ไต (เครื่องในสัตว์) และธัญพืช เมล็ดถั่ว ตลอดจนพืชผักชนิดที่เป็นฝัก เช่น ถั่ว หรือกระถิน เช่นกัน
  • วิตามินบี 12 (ไซยาโนโคบาลามีน Cyanocoบีalamin) ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์ สร้างโปรตีน และบำรุงรักษาเนื้อเยื่อประสาท พบได้ในไข่ เนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก นม และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ
  • กรดโฟลิค (Folic acid) จำเป็นต่อระบบการเผาผลาญกรดไขมันโมเลกุลยาว (long-chain fatty acid) ในสมอง พบมากในกล้วย น้ำส้ม ธัญพืชต่างๆ มะนาว สตรอเบอร์รี่ แคนตาลูป ผักใบเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หรือถั่วลันเตา เป็นกรดที่สำคัญมากสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะว่าระดับกรดที่ต่ำเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อ neutral tuบีe defect ในทารกเกิดใหม่

 

สารอาหารที่ช่วยดูแลระบบประสาทของคุณ

 

แร่ธาตุดังต่อไปนี้มีบทบาทต่อการทำงานของระบบประสาทของคุณไม่น้อย

 

  • แมกนีเซียม พบมากในอาหารจำพวกเมล็ด เช่น ธัญพืชต่างๆ ข้าว ผักชนิดที่มีฝัก ถั่ว และผักใบเขียว
  • โปแตสเซียม พบในผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปริคอท อะโวคาโด กีวี หรือที่หาง่ายในบ้านเราหน่อยก็อย่างเช่น กล้วย ส้ม แคนตาลูป ลูกพรุน องุ่น สตรอเบอร์รี่ รวมทั้งมันฝรั่ง เนื้อวัว หมู และปลา
  • แคลเซียม พบในนม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต รวมทั้งปลาตัวเล็กตัวน้อยที่รับประทานได้ทั้งกระดูก

 

การรับประทานให้หลากหลายเข้าว่าจะทำให้คุณได้สารอาหารครบ โดยรับประทานตามปิระมิดอาหารจะช่วยให้คุณทราบถึงสัดส่วนอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายเราต้องการ รวมทั้งอาหารสำหรับประสาทและสมองด้วย

 

ผักและผลไม้บางชนิด ช่วยเสริมความจำ

 

การกินผักและผลไม้มากๆ เป็นทางเลือกที่ฉลาด มีงานวิจัย 2 ชิ้นที่ทำในสัตว์บ่งชี้ให้เห็นว่า คนที่กินผักและผลไม้นั้นจะฉลาดขึ้นได้อย่างไร

 

จากการศึกษาพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) ในผลไม้และผักจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้และจดจำมากขึ้น และช่วยชะลอการเสื่อมของอายุสมองที่มากขึ้น รวมถึงต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวทำลายสมองด้วย โดยพบว่ามันสามารถป้องกันโรค และเสริมการทำงานของระบบประสาท ความคิด และจิตใจ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น

 

พอลล่า พิคฟอร์ด นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากโรงพยาบาลทหารผ่านศึก เจมส์ เอ.ฮาเลย์ ในเมืองทัมปา ซึ่งเป็นผู้นำคณะวิจัยกล่าวไว้ในวารสารการวิจัย The Journal of Neuroscience
ในงานศึกษาชิ้นแรก คณะวิจัยได้ให้หนูทดลองกินอาหารที่ประกอบด้วยผักขมเป็นส่วนผสมหลัก ขณะที่หนูอีกกลุ่มได้ให้กินข้าวธรรมดา ผ่านไป 6 สัปดาห์ ได้ทดสอบการเรียนรู้หนูทั้ง 2 กลุ่ม โดยให้มันฟังเสียงใดเสียงหนึ่ง แล้วทำการเป่าลมไปที่ตาของมัน นักวิจัยได้เฝ้าสังเกตการกระพริบตาของมันพบว่า

 

หนูที่กินผักขมเรียนรู้และมีประสาทสัมผัสที่จะเชื่อมโยงกิจกรรมสองอย่างเข้าด้วยกันได้เร็วในวันที่ 3 ของการทดลองเร็วกกว่าหนูที่ได้รับอาหารปกติที่ใช้เวลาเรียนรู้ถึง 5-6 วันเราได้ค้นพบว่าหนูมีการพัฒนาการทำงานของระบบประสาทดีขึ้น

 

ในการศึกษาชิ้นที่สอง นักวิจัยได้เปรียบเทียบการให้อาหาร 3 ชนิดกับหนูทดลอง หนูกลุ่มแรกได้รับอาหารที่ประกอบด้วยสาหร่ายสไปรูไลนา (ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูง) กลุ่มที่สองได้รับแอ๊ปเปิ้ล (มีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับปานกลาง) และกลุ่มที่สามให้กินแตงกวา ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับต่ำสุด

 

เมื่อประเมินการทำงานของสมองหนู นักวิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้กินแอ๊ปเปิ้ลและสาหร่ายสไปรูไลนา ช่วยลดการอักเสบในสมองที่มีมากขึ้นไปตามวัยให้กลับคืนสภาพดีขึ้น
ราช โซฮัล ศาสตราจารย์ด้านเภสัชศาสตร์ โมเลกุลและพิษวิทยา มหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์น แคลิฟอร์เนีย ได้ทำการศึกษาคล้ายๆ กันนี้ โดยให้อาหารเสริมพวกวิตามินอี ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแก่หนู และพบว่ามันช่วยพัฒนาความทรงจำให้กับสัตว์ได้มากขึ้นจากเดิมถึง 15 %

 

แต่อย่างไรก็ตาม มีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบในขณะนี้ คือ ควรกินสารต้านอนุมูลอิสระในขนาดไหน จึงจะแก้ไขความเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นตามวัยได้ทั้งหมด และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณเท่าใดที่มากที่สุดที่ร่างกายจะรับได้โดยไม่เป็นอันตราย ซึ่งโซฮัลและคณะกล่าวว่า การวิจัยดังกล่าวนี้ยังเป็นเพียงการทดลองในชั้นต้นอยู่ และควรจะต้องมีการศึกษามากยิ่งขึ้นในระดับต่อๆ ไป

ที่มา http://lifestyle.th.msn.com/health/eatingwell/article.aspx?cp-documentid=3546763 

นางสาวปรารถนา แสงพรหม 6/5 เลขที่18

Advertisements

สุดยอด ผัก ผลไม้บำรุงสายตา

อาหารเพื่อบำรุงสมองนั้น เราทุกคนเคยทานและคุ้นเคยมากกว่าอาหารเพื่อบำรุงดวงตาหรือสายตา

.
           อาหารเพื่อบำรุงดวงตาและสายตาไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เราน่าจะลองมาทำความรู้จัก ผักและผลไม้เหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น และควรหามาบริโภคเป็นประจำ เราก็จะสามารถช่วยให้ดวงตาของเรานั้นมีสุขภาพที่ดีและมองดูสดใสอยู่ตลอดเวลา

.

ผลแอปริคอท
           ผลแอปริคอทมันหวาน แคนตาลูป และน้ำเต้านั้น อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่เป็นตัวช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยบำรุงสายตา และช่วยในการป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก

ส้ม
           วิตามินซีที่พบได้ในผักและผลไม้ เช่น ส้ม มะเขือเทศ และพริกหวานนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก อีกทั้งช่วยในการไหลเวียนเลือดในดวงตา วิตามินซีในส้มนั้นยังสามารถช่วยป้องกันโรคหวัด และนอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วย

.
ผักเคล หรือ กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม
           เคล กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม ผักขม หัวผักกาดเขียวและบล็อคโครี่นั้น มีคุณประโยชน์ คือให้วิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาให้มีประกายที่สดใส มีเบต้าแคโรทีน และยังช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็ง มีแคลเซียม วิตามินซี และเส้นใยอาหารสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย

 

ถั่วสีน้ำตาลแดง
           ถั่วสีน้ำตาลแดง นั้นเพรียบพร้อมไปด้วยสังกะสีที่ดีต่อสายตา อีกทั้งวิตามินเอก็เป็นส่วนช่วยปกป้องเยื่อชั้นในของลูกตา

 

ถั่วชนิดต่างๆ
           อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวันและเฮเซิลนัต อุดมไปด้วยวิตามินอี และมีคุณประโยชน์มากมายในการช่วยป้องกันสายตา วิตามินอีเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ให้ผลในการป้องกันการทำลายของเซลล์ และยังช่วยในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ ที่อวัยวะต่างๆ เช่น เซลล์ของตา ตับ เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานและอายุการใช้งานของอวัยวะเหล่านี้นานขึ้น
ปลาแซลมอน
           เนื้อปลาแซลมอนนั้นมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ DHA ที่สามารถช่วยปกป้องจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของโรคตาและยังสามารถช่วยลดอากาตาแห้งได้อีกด้วย
โฮลเกรน ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี
           โฮลเกรน คือ ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย นั้นมีเส้นใยอาหารสูง โดยเฉพาะข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง งา ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ ที่อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม แร่ธาตุต่างๆ และใยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ เสริมสร้างระบบประสาทและเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรงสมบูรณ์
           จากงานวิจัยได้ค้นพบว่าการเกิดของโรคจอประสาทตาเสื่อมมาจากค่าดัชนีน้ำตาลที่สูงอีกทั้ง Macular หรือจุดกลางรับภาพจอประสาทตานั้นเป็นส่วนที่ไวต่อการมองเห็นมากที่สุด ดังนั้นการบริโภคธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยให้การเกิดของโรคจอประสาทตาเสื่อมลดลงได้ถึง 8%

วิชาการ.คอม

***************************************************************************

ขอเพิ่มผักบุ้งและดอกอัญชัน..ที่มีผลบำรุงสายตาได้ดีมากๆ..นำมาทำได้ทั้งผักบุ้งผัด ลวกจิ้มน้ำพริก หรือกินสดๆ

 

ส่วนดอกอัญชันก็นำมาทำได้ทั้งอาหาร น้ำผลไม้ดื่มแล้วบำรุงสายตา

ที่มา http://www.oknation.net/blog/kanis/2010/08/02/entry-1 

นางสาวปรารถนา แสงพรหม เลขที่ 18 6/5

อาหารบํารุงผิวพรรณ เพื่อผิวสวยทุกสภาพผิว

เรื่องผิวพรรณเป็นเรื่องที่สาวๆ หลายคนมักจะให้การดูแลมากเป็นเป็นพิเศษเช่นกัน แต่ว่าสาวๆ แต่ละคนก็มีสภาพผิวที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงควรเลือกดูแลให้เหมาะสมด้วยนะคะ วันนี้เราเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการช่วยทำให้ผิวของคุณสาวๆ สวยใสได้มาฝากกันค่ะ – คนผิวแห้ง อาหารที่ควรทานเพิ่ม : ปลาที่มีน้ำมัน เช่น ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน ปลากะตัก เมล็ดธัญพืช ถั่วเปลือกแข็งชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ผิวได้รับไขมัน “ชนิดดี” ที่สำคัญหลายชนิด อาหารที่ควรลด : ไขมันประเภทมาการีน ฟาสต์ฟู้ด และอาหารสำเร็จรูป มันฝรั่งทอด บิสกิต และน้ำตาลขัดขาว เหตุผลเพราะ : คนผิวแห้งขาดกรดไขมันชนิดดีที่สำคัญหลายตัวที่ช่วยรักษาความนุ่มชุ่มชื่นของผิวเอาไว้ อาหารที่เราอยากแนะนำให้เพิ่มจะมีไขมันหลัก 2 ชนิด คือ โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 – คนผิวมัน อาหารที่ควรทานเพิ่ม : ผลไม้ ผักสด เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื่น โดยเฉพาะสับปะรด มะละกอ อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดธัญพืช อาหารที่ควรลด : อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว ผลิตภัณฑ์นมเนย เนื้อแดง และของทอด อาหารประเภทนี้จะยิ่งทำให้สภาพผิวของคุณแย่ลงได้ เหตุผลเพราะ : อาหารประเภทนี้มีผลต่อความสมดุลของไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ผิวหนังที่ละเอียดอ่อนซึ่งจะไปกระตุ้นให้ผิวผลิตไขมันมากเกินไป – ผิวแพ้ง่าย อาหารที่ควรทานเพิ่ม : วิตามินเอ และซี ซึ่งพบมากในแครอต มะม่วง กีวี เนื้อสัตว์ ข้าวโอ๊ต และถั่วเปลือกแข็ง ควรทานให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มธาตุสังกะสี อาหารที่ควรลด : อาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด การแพ้อาหารอาจเป็นผลเสียต่อผิว จึงควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษานักโภชนาการ เหตุผลเพราะ : อาหารรสจัดจะทำให้ระบบการย่อยของร่างกายเกิดการระคายเคืองทำให้เยื่อบุอักเสบ ผลคือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตื่นตัวซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหน้าแดงและผดผื่น การแพ้อาหารชนิดอื่นก็ทำให้เกิดปัญหาคล้ายกันค่ะ

ที่มา http://women.sanook.com/938695/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7/

นางสาว ปรารถนา แสงพรหม 6/5 เลขที่ 18

ผิวสวยจากข้างใน ใส่ใจอาหารบํารุงผิว

ผักผลไม้

ผิวสวยจากข้างใน ใส่ใจอาหารบํารุงผิว (Mother&Care) ไม่ว่าหญิงหรือชาย มักปรารถนาเป็นเจ้าของผิวสวยตามธรรมชาติ เรียกกันว่าสวยมาจากข้างในชนิดที่ไม่ต้องพึ่งพาโลชั่นบํารุงผิวให้เสี่ยงต่อสารเคมี โดยเฉพาะคุณแม่ที่กําลังตั้งครรภ์ ต้องเริ่มมาจาก “You are what you eat” กินอย่างไรก็ได้เช่นนั้นค่ะ ในเรื่องผิวก็เช่นกัน เพราะคุณสามารถสร้างให้ผิวสวยขึ้นได้จากอาหารการกินค่ะ มาลองทบทวนกันดูสิว่าในแต่ละวัน คุณได้ทานอาหารเหล่านี้บ้างหรือยัง ส้ม อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบํารุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนวัย มะนาว อุดม ด้วยวิตามินซีที่มีประโยชน์ต่อผิว แล้วยังช่วยทําความสะอาดตับ ซึ่งทําหน้าที่กําจัดของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย แครอท ให้คุณค่าเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเออาหารที่จําเป็นสําหรับผิว กีวี ประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็น ประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน อะโวคาโด อุดมด้วยวิตามินอีที่ช่วยบํารุงผิว กินอะโวคาโดวันละผลจะให้วิตามินอี เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวันได้ โยเกิร์ต ช่วยในการขับถ่าย ทําให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ เมล็ดถั่วต่าง ๆ อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จําเป็นสําหรับผิวสวย งา อุดมด้วยวิตามินบี สังกะสี โพแทสเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ทําให้ผิวสดใสอ่อนวัยเสมอ น้ำมันมะกอก มีวิตามินอีอยู่มาก ช่วยบํารุงคอลลาเจนใต้ผิวให้เนียมนุ่มชุ่มชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ ผักโขม อุดมด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบํารุงผิวให้เปล่งปลั่งมีสุขภาพดี ปลามีไขมัน เช่น แซลมอน น้ำมันปลาช่วยให้ผิวเต่งตึงไม่เหี่ยวย่น กินอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ น้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ช่วยชําระของเสียและสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ลูกพีช องุ่น แอปเปิ้ล ส้ม อ้อย มะขาม มีวิตามินที่ช่วยให้ผิวสดใส มีน้ำมีนวลอย่างเป็นธรรมชาติ บํารุงผิวคุณแม่สวย ผิวแห้ง เพิ่มปลาที่มีน้ำมัน เช่น แมคคอเรล แซลมอน กะตัก เมล็ดธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง เพื่อให้ผิวได้รับไขมันที่ดี ลดไขมันอิ่มตัว มาร์การีน ฟาสต์ฟู้ด อาหารสําเร็จรูป มันฝรั่งทอด บิสกิต น้ำตาลทรายขาว ผิวมัน เพิ่มผลไม้ ผักสดให้ผิวชุ่มชื่น เช่น สับปะรด มะละกอ อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดธัญพืช ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว นม เนย เนื้อแดง ผิวแพ้ง่าย เพิ่มวิตามิน วิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งพบในแครอท มะม่วง กีวี ข้าวโอ๊ต ถั่วเปลือกแข็ง เนื้อสัตว์ เพื่อเพิ่มธาตุสังกะสี และลดอาหารรสจัด เช่น พริก พริกไทย เป็นต้น หลีกเลี่ยงอาหารทําลายผิว มาร์การีน เป็นตัวการทําให้เกิดริ้วรอยมากขึ้น อาหารทอด ทําให้รูขุมขนอุดตันจนเกิดสิว คาเฟอีน ดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุที่จําเป็นจากร่างกาย และทําให้ผิวขาดความชุ่มชื่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทําให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ กรณีที่แพ้จะทําให้ผิวเป็นผื่นแดงได้ด้วย

ที่มา http://women.kapook.com/view14849.html

นางสาว ปรารถนา แสงพรหม 6/5  เลขที่ 18

กระชับรูขุมขน เคล็ดลับกระชับรูขุมขนแบบง่าย ๆ

มะเขือเทศ

 มะเขือเทศ : จะมีกรดชนิดหนึ่งที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ช่วยลดการเกิดสิวบนใบหน้าด้วย วิธี คือ

1. ต้องปอกเปลือกออกก่อน แล้วฝานเป็นแผ่น ๆ นำเมล็ดออก

2. จากนั้นนำมาปั่นให้ละเอียดหรืออาจจะขยำจนเละและไม่จับเป็นก้อน

3. แล้วนำมาทาบนหัวสิว ระวังอย่าให้เข้าตา และทิ้งไว้ 10 ถึง 15 นาที

4. แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

http://www.zazana.com/Health-/id7859.aspx  แหล่งที่มา

นางสาว วโีรบล  แซ่โค้ว  เลขที่13 ชั้นม.6/5

 

เคล็ดลับความงาม อย่าปล่อยให้ ริมฝีปาก ป่วย

ริมฝีปากสวย

ก่อนที่ริมฝีปากน่าจุ๊บ จะกลายเป็นทะเลทรายขรุขระไป จนถึงขั้นเลือดออกซิบ ๆ เรามาทำความเข้าใจสาเหตุที่ปากแตก และวิธีการดูแลให้ริมฝีปากของเราสุขภาพดีกันค่ะ

อากาศเปลี่ยนแปลง
อากาศแห้ง ลมแรง และแสงแดดจัด จะทำให้ริมฝีปากของเราต้องสัมผัสกับรังสี UVA ซึ่งทำร้ายเซลล์และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปากแห้ง และแตกป้องกันได้ง่าย ๆ โดยการพกลิปมันติดตัว ทาบ่อย ๆ แต่บาง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วคุณอาจเลียออกจนหมด อย่างไรก็ตาม ลิปมันแต่ละรุ่นหรือแต่ละแบรนด์ย่อมต่างกัน ถ้าริมฝีปากอ่อนนุ่มของคุณกลายเป็นทุ่งหินงามแล้วละก็ คุณจำเป็นต้องใช้ลิปมันที่ให้ความชุ่มชื้นมากเป็นพิเศษ และอย่างน้อยที่สุด ลิปมันควรมี SPF15 ด้วยนะคะ

แผลติดเชื้อ
ปากแตกบางกรณีจำเป็นต้องให้แพทย์รักษา ยิ่งถ้าแตกบริเวณด้านในที่ริมฝีปากของคุณประกบกันละก็ แผลแตกอาจจะอักเสบ เกิดเป็นผื่นแดงหรือตุ่มที่ทั้งปวดทั้งแสบ แถมแผลก็ไม่ยอมหายง่าย ๆ จะแตกซ้ำ ๆ ที่เดิม นอกจากนี้ อาจเป็นสัญญาณถึงโรคอื่น ๆ เช่น โรคคาวาซากิ ดังนั้น หากคุณกินยาก็แล้ว หยุดเลียก็แล้ว และทำตามคำแนะนำอื่น ๆ แต่ยังไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ก็ได้เวลาไปพบแพทย์แล้วค่ะ

วิตามินบีหายไปไหน?
ร่างกายอาจส่งสัญญาณบอกคุณว่า “วิตามินบีต่ำแล้วนะ” วิตามินบีที่จำเป็น ได้แก่ วิตามินบี 2, 6 และ 12 ซึ่งถ้าขาดไปแล้วคุณอาจจะมึนเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นถี่ อ่อนเพลีย ซึมเศร้า ไม่อยากอาหาร ระบบย่อยอาหารไม่ดี การรับสัมผัสผิดปกติ และน้ำหนักลดลงอย่างมาก (ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี) แต่เราสามารถหาวิตามินบีได้ง่าย ๆ จากเนื้อสัตว์ทั้งหลาย รวมไปถึงปลา เนื้อวัว สัตว์ปีก ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต แล้วอย่าลืมกินผลไม้อย่างกล้วยหรือมะม่วงที่มีวิตามิบี 6 นะคะ

ธาตุเหล็กไม่พอ
อาจเป็นสาเหตุของโลหิตจาง นอกจากปากแตก ร่างกายของคุณจะรู้สึกเมื่อยล้า อ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ หงุดหงิด ชีพจรผิดปกติ และขาดสมาธิ แม้ส่วนใหญ่แล้วจะรักษาได้ด้วยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อไม่ติดมัน ถั่วและผลไม้ อบแห้ง ไข่ (โดยเฉพาะไข่แดง) อาหารทะเล ถั่วลันเตา ผักขม หน่อไม้ฝรั่ง บร็อกโคลี่ และธัญพืช แต่ถ้าคุณมีปัญหาการดูดซึมธาตุเหล็กก็ควรจะปรึกษาแพทย์ค่ะ

http://www.zazana.com/Health-/id7877.aspx แหล่งที่มา

นางสาว วโรบล  แซ่โค้ว ผู้จัดทำ ม.6/5 เลขที่13

 

รักษาสิว กำจัดสิวบนร่างกาย กันเถอะ

รักษาสิว สิว

แค่ปัญหาสิวรบกวนบนใบหน้า ผู้หญิงอย่างเราก็กังวลจะแย่อยู่แล้ว แต่นี่เจ้าสิวยังอุตริมาขึ้นตามร่างกายอีกกกกกก…จะจัดการอย่างไรกับมันดีนะ…วันนี้ สนุก!แคมปัส รวบรวมวิธีำกำจัดสิวบนเรือนร่างมาฝากกันค่ะ

มีสิวขึ้นตรงบั้นท้าย จะทำยังไงดีคะ ?

Q : ฉันมีสิวขึ้นตรงบั้นท้าย แม้จะไม่มีใครมองเห็น แต่ก็ทำให้ฉันเป็นกังวลมาก จะทำยังไงดีคะ?
A : นี่เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดามาก เพราะใครๆ ก็มักมีสิวขึ้นในบริเวณนั้นด้วยกันทั้งนั้น เนื่องจากผิวบริเวณบั้นท้ายมักต้องสัมผัสกับกางเกงในอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ยาก จนทำให้เหงื่อออก และกลายเป็นแหล่งเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งทำให้ต่อมรากขนเกิดการอักเสบจนนำไปสู่การเกิดสิว วิธีการรักษาก็เหมือนกับการรักษาสิวบนใบหน้าหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายนั่นแหละ โดยจะต้องทำความสะอาดผิวอย่างหมดจดทุกวัน แล้วทาด้วยผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่มีส่วนผสมของเบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์ นอกจากนี้ก็ควรใส่ชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย ซึ่งจะช่วยดูดซับความชื้นและระบายอากาศได้ดีกว่า และถ้าคุณมีเหงื่อออกมากจากการออกกำลังกาย ก็ควรรีบเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าแห้งและสะอาดทันทีที่ออกกำลังกายเสร็จ

สิวขึ้นรอบริมฝีปากจัดการกับมันอย่างไร

Q : ฉันมีสิวขึ้นรอบริมฝีปากอยู่เรื่อยเลย เป็นเพราะอะไรกันแน่ และมีวิธีไหนที่จะจัดการกับมันได้บ้าง?
A : สิ่งที่อาจเป็นไปได้ก็คือ ลิปกลอสของคุณอาจเป็นต้นตอของปัญหาสิวรอบปาก เนื่องจากมันสามารถอุดตันรูขุมขนบนผิวรอบริมฝีปากได้ พยายามใช้ลิปกลอสสีอ่อนใส เนื่องจากมีเม็ดสีน้อยกว่า จึงมีส่วนผสมที่อุดตันรูขุมขนน้อยกว่าด้วย และลองมองหาแบบที่มีส่วนผสมหลักที่ระคายเคืองต่อผิวน้อยกว่า อย่างเช่นแพนธีนอลหรือน้ำมันมะกอก แต่ถ้าการเปลี่ยนลิปกลอสไม่ช่วยให้ดีขึ้น สาเหตุอาจมาจากอย่างอื่น อย่างเช่นการใช้โทรศัพท์ที่สกปรก หรือน้ำมันจากอาหารมันๆ ที่ตกค้างอยู่รอบริมฝีปาก พยายามหลีกเลี่ยงต้นเหตุดังกล่าว และขจัดสิวด้วยการทาโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิกรอบๆ ขอบปาก ทุกครั้งที่ล้างหน้า

สิวขึ้นที่หลัง ทำอย่างไร ?

Q : ฉันมีปัญหาสิวขึ้นบริเวณหลัง พอยุบลงไปแล้ว สักพักหนึ่งก็ขึ้นมาอีก ไม่ทราบว่าจะมีวิธีการใดที่ทำให้สิวยุบลงไปอย่างถาวรบ้างคะ?
A : บริเวณหลังมีต่อมไขมัน (Sebaceous Gland) เช่นเดียวกับใบหน้า สามารถเกิดสิวได้เช่นเดียวกัน การรักษาไม่ต่างกัน แต่เวลาหายมักจะหายขาดมากกว่าใบหน้า ถ้าเป็นไม่มากอาจใช้ยาทาสิวกลุ่ม Benzoyl Peroxide หรือกลุ่ม Vitamin A ก็ได้ครับ แต่ถ้าเป็นมากควรใช้ยารับประทานกลุ่ม Isotretinoin จะสามารถรักษาได้ดี แต่ยามีผลข้างเคียงสูงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนัง

สิวขึ้นหัว จะจัดการยังไงดี ?

Q : ใครเป็นเหมือนฉันบ้าง สิวขึ้นที่หัวเป็นประจำ จะทำอย่างไีรดี ?
A : สิว ที่ขึ้นบริเวณศีรษะ เรียกว่า Scalp acne จะขึ้นที่หน้าอก แขน หลัง แต่ส่วนใหญ่จะขึ้นที่หัว สาเหตุเกิดจากหนังหัวและผมหรือบริเวณที่เป็นมีความมันมากกว่าปกติ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีส่วนผสมของน้ำมันมากเกินไป ในบางคนอาจเป็นในช่วงที่มีสภาวะความเครียดอยู่ ลักษณะของ scalp acne จะเหมือนกับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง ที่เป็นที่หน้าแต่ไม่ใหญ่มาก ซึ่งบางครั้งจะคันตรงที่สิวนั่นขึ้นมาด้วย วิธีการรักษาคือ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ เปลี่ยนมาใช้เป็นแชมพูเด็ก สำหรับคนที่มีอาการคันมาก ควรใช้พวกแชมพูขจัดรังแคที่มีส่วนผสมของ ketoconazole สระผมเป็นประจำทุกวัน เพราะผมและหนังหัวที่มันก็จะทำให้สิวที่หัวขึ้น หรือใช้พวกโลชั่นที่มีส่วนผสมของ Salicylic acid ร่วมด้วย และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Benzoyl peroxide กับสิวที่เป็นที่หนังหัว เพราะ BP จะทำให้ผมกลายเป็นสีขาว

สิวขึ้นที่หน้าอก ทำยังไงถึงจะหายนะ?

Q : ฉันมีสิวขึ้นที่หน้าอก เวลาใส่เสื้อคอกว้าง มักจะเป็นสิวเป็นเม็ดๆ กระจายอยู่เต็มไปหมด จะแก้ไขอย่างไรดีคะ ?
A : สาเหตุการเกิดสิวที่หน้าอก จะคล้ายกับการเกิดสิวที่หลัง คือเกิดจากความอับชื้น ความร้อน รวมถึงฮอร์โมนในร่างกายที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง วิธีแก้ไข คือ เวลาอาบน้ำเสร็จ ควรเช็ดตัวให้แห้งสนิท พร้อมทั้งใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ส่วนสาวๆ คนไหนที่ชอบเปลือยกายนอน ก็มีสิทธิ์ที่สิวจะขึ้นมากกว่าเดิมได้ เพราะบริเวณที่นอนจะมีฝุ่นละออง ทำให้เกิดสิวบริเวณร่างกายได้ นอกจากนี้ควรหาเวลาไปออกกำลังกาย เพื่อช่วยขับความเหงื่อและความสกปรก แต่หากขึ้นเยอะควรปรึกษาแพทย์

http://www.zazana.com/Health-/id8520.aspx  แหล่งที่มา

นางสาว วโรบล  แซ่โค้ว  เลขที่13 ม.6/5

Previous Older Entries